โรคซิฟิลิส (Syphilis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ป้องกันได้

โรคซิฟิลิส (Syphilis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ป้องกันได้
ซิฟิลิส

โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถติดต่อกันได้ผ่าน การสัมผัสโดยตรงกับแผลหรือรอยโรค ของผู้ป่วย เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย การจูบ การสัมผัสกับแผลที่อวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก หรือ ผิวหนัง หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา โรคซิฟิลิสอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

สาเหตุของโรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิสสาเหตุหลัก เกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย “Treponema Pallidum” โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนอาจมองข้าม ผู้ป่วยที่ติดเชื้อระยะแรก มักไม่แสดงอาการ หลายคนจึงไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เชื้อแบคทีเรียตัวนี้ ไม่ได้น่ากลัวแค่การรักษาที่ยุ่งยาก แต่หากละเลย ปล่อยไว้จนโรคลุกลาม ผลลัพธ์ที่ได้อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคซิฟิลิส อาการ

โรคซิฟิลิส อาการ

อาการของโรคซิฟิลิสจะแตกต่างกันไปในแต่ละระยะ ดังนี้

โรคซิฟิลิสระยะที่ 1 (Primary syphilis)

ในระยะนี้ จะปรากฏอาการเป็น แผลริมแข็ง หรือ Chancre ที่มีลักษณะเป็นตุ่มแผลเล็ก ๆ สีแดงขอบนูนแข็ง ที่เกิดขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก ท่อปัสสาวะ หรือเยื่อบุช่องคลอด แผลริมแข็งในระยะนี้มักไม่มีอาการเจ็บ และสามารถหายได้เองภายใน 3 – 8 สัปดาห์ แต่เชื้อซิฟิลิสจะยังคงแฝงในร่างกาย และสามารถพัฒนาไปสู่ระยะที่ 2 หากไม่ได้รับการรักษา

โรคซิฟิลิส ระยะที่ 2 (Secondary syphilis)

อาการในระยะนี้จะปรากฏ 3 – 12 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ จะมีการแพร่กระจายของเชื้อซิฟิลิสเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง และกระแสเลือดทั่วร่างกาย ทำให้เกิดรอยโรคที่มีลักษณะเป็นผื่นกระจายตัวทั่วร่างกาย ร่วมกับอาการต่อมน้ำเหลืองโต ไข้ เจ็บคอ เหนื่อยล้า น้ำหนักลด และปวดข้อ อาการในระยะนี้จะหายไปเองหลังจาก 2 – 3 สัปดาห์ แต่เชื้อซิฟิลิสจะยังคงแฝงอยู่ในร่างกาย

ระยะแฝง (Latent syphilis)

ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาในระยะ 1 และ 2 จะเข้าสู่ระยะนี้ที่เรียกว่า “ระยะสงบทางคลินิก.” ระยะนี้แทบจะไม่แสดงอาการใดๆเลย แต่เชื้อซิฟิลิสจะยังคงแฝงในร่างกาย และสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

โรคซิฟิลิสระยะที่ 3 (Tertiary syphilis)

ประมาณ 15 – 30% ของผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะเข้าสู่ระยะนี้ โดยจะพบรอยโรคเป็นแผลฝี หรือผื่นแดงนูนหนาที่ผิวหนัง หรือเยื่อบุอวัยวะ ระยะนี้สามารถทำลายอวัยวะภายใน และเป็นต้นตอของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ความผิดปกติในระบบประสาท โรคหัวใจ ตับ ดวงตา กระดูก และอาการอื่น ๆ อาจร้ายแรงจนทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิสสามารถทำได้โดย การซักประวัติ และตรวจร่างกายเพื่อหา แผลริมแข็ง ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต และอาการอื่นๆ ของโรคซิฟิลิส มักตรวจควบคู่กับ การตรวจเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum ที่ทำให้เกิดโรค แอนติบอดีเหล่านี้มักจะปรากฏขึ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์หลังจากการติดเชื้อ หากการตรวจเลือดเป็นบวก แสดงว่าผู้ป่วยเป็นซิฟิลิส

ภาวะแทรกซ้อนของ โรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิส ภาวะแทรกซ้อน
  • ความผิดปกติทางระบบประสาท ซิฟิลิสอาจทำให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทหลายประเภท รวมถึงภาวะสมองเสื่อม อัมพาต และตาบอด
  • ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ซิฟิลิสอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหลายประเภท รวมถึงลิ้นหัวใจรั่ว และหลอดเลือดใหญ่โป่งพอง
  • ความผิดปกติของดวงตา ซิฟิลิสอาจทำให้เกิดความผิดปกติของดวงตาหลายประเภท รวมถึงตาบอด และต้อกระจก
  • ความผิดปกติทางกระดูกและข้อ ซิฟิลิสอาจทำให้เกิดความผิดปกติของกระดูก และข้อหลายประเภท รวมถึงข้ออักเสบและกระดูกเปราะ

การป้องกันโรคซิฟิลิส

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • ตรวจคัดกรองหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

การรักษา โรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิส การรักษา

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ยาเพนิซิลลิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคซิฟิลิส หลังการรักษา ผู้ป่วยควรติดตามผลกับแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจเลือดดูว่าเชื้อซิฟิลิสถูกกำจัดหมดหรือไม่ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเลือดเป็นระยะเวลา 3 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับระยะของโรค

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

หากคุณคิดว่าคุณมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซิฟิลิส สิ่งสำคัญคือต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด การวินิจฉัย และรักษาซิฟิลิสในระยะต้น สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ และสามารถรักษาให้หายขาดได้